📌สถานการณ์โควิด 19 ในปัจจุบัน การฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนที่มียังจำเป็นหรือไม่ หรือควรรอวัคซีนรุ่นใหม่? การระบาดของโควิด 19 เกิดขึ้น…

📌สถานการณ์โควิด 19 ในปัจจุบัน การฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนที่มียังจำเป็นหรือไม่ หรือควรรอวัคซีนรุ่นใหม่?
การระบาดของโควิด 19 เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานเกือบ 3 ปี โดยไม่มีท่าทีที่จะยุติลงได้โดยง่าย อย่างไรก็ตาม ความพยายามยับยั้งความรุนแรงของโรคระบาดนี้ไม่เคยยุติลง โดยมีวัคซีนโควิด 19 เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้รักษาชีวิตของผู้คนมากมายจากทั่วทุกมุมโลก
.
วัคซีนโควิด 19 เป็นวัคซีนที่ถูกพัฒนาขึ้นในระยะเวลาที่จำกัด เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ “การระบาดใหญ่ทั่วโลก” ของโรคอุบัติใหม่ ได้ทันเวลา และแม้จะใช้ระยะเวลาในการพัฒนาที่สั้นลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับวัคซีนป้องกันโรคอื่น แต่การพัฒนาวัคซีนโควิด 19 นั้น ไม่ได้ลดทอนการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของวัคซีนลง จากวัคซีนตัวเลือกในระดับห้องปฏิบัติการกว่า 200 ตัวเลือกจากทั่วโลก ผ่านขั้นตอนการพัฒนา ควบคุม และประเมินประสิทธิภาพ คุณภาพ และความปลอดภัยที่เข้มงวด จนสามารถผ่านการรับรองจากหน่วยงานควบคุมกำกับคุณภาพวัคซีน ให้สามารถใช้ได้เพียงไม่กี่ผลิตภัณฑ์เท่านั้น
.
แม้จะเป็นความจริงที่ว่า วัคซีนที่ทั่วโลกมีใช้ในขณะนี้ทุกชนิด ถูกผลิตจากไวรัสสายพันธุ์อู่ฮั่น จึงทำให้ในระยะแรกเกิดข้อกังวลในการใช้วัคซีนกับไวรัสกลายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงระยะเวลา 1 ปีครึ่ง นับตั้งแต่เริ่มมีการฉีดวัคซีนเข็มแรก การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการระบาดของสายพันธุ์ที่น่ากังวล (VOC) เกิดขึ้นหลายระลอก แต่จากการเก็บข้อมูลทั่วโลกพบว่า การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นด้วยวัคซีนที่มี ยังคงมีประสิทธิผลในการลดอัตราการป่วยที่รุนแรง และลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ที่ได้รับวัคซีนอย่างเห็นได้ชัด
.
จนถึงขณะนี้ (3 ส.ค. 2565) วัคซีนโควิด 19 ถูกฉีดให้กับประชาชนทั่วโลกแล้วกว่า 12.36 พันล้านโดส มีประชาชนราว 5.3 พันล้านคน (คิดเป็น 67%) ที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดส และมีผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น
ไปแล้วคิดเป็น 28.79% ของประชากรโลก
.
ทั้งนี้ ในระหว่างที่มีการใช้วัคซีนเป็นวงกว้าง กลุ่มนักวิจัยสถาบัน The MRC Centre for Global Infectious Disease Analysis ซึ่งเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาขององค์การอนามัยโลก ได้ทำแบบจำลองประเมินผลการฉีดวัคซีนโควิด 19 ทุกชนิด ใน 185 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ในระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. 2563 ถึง 8 ธ.ค. 2564 พบว่า วัคซีนโควิด 19 ทุกชนิด ช่วยรักษาชีวิตคนทั่วโลกไว้ได้กว่า 20 ล้านคน ส่วนข้อมูลเฉพาะในประเทศไทย พบว่าการฉีดวัคซีนโควิด 19 ช่วยรักษาชีวิตคนไทยไว้ได้ถึง 382,600 คน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมช่วงการระบาดของไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน ต่อมาผู้วิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้ร่วมกับผู้วิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นำแบบจำลองนี้มาศึกษาข้อมูลเฉพาะในประเทศไทยต่อ ตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. 2564 ซึ่งเริ่มมีการระบาดของไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน เป็นต้นมา พบว่าวัคซีนโควิด 19 ทุกชนิด ให้ประสิทธิผลที่ดี และช่วยรักษาชีวิตคนไทยในช่วงการระบาดของไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนไว้ได้อีกประมาณ 107,400 คน ดังนั้น เมื่อรวมข้อมูลทั้งหมด พบว่าวัคซีนที่มีอยู่ช่วยรักษาชีวิตคนไทยไว้ได้ถึง 490,000 คน โดยประมาณ
.
ไม่เพียงแต่การจำลองทางสถิติเท่านั้น คณะผู้วิจัยของไทย โดยกลุ่มนักวิจัยจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ประสิทธิผลของการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจากการใช้จริงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการฉีดวัคซีนสูตรไขว้ (heterologous booster vaccination) ช่วงเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 พบว่า ผู้ได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม
จะช่วยป้องกันอาการรุนแรงและการเสียชีวิตจากสายพันธุ์โอมิครอนได้สูงถึง 96% ในกลุ่มอายุ 18-59 ปี และ 97% ในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป สำหรับผลของการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 เข็มที่ 4 ในประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งได้รับการฉีดวัคซีนไม่ว่าจะเป็น AstraZeneca, Pfizer หรือ Moderna เป็นเข็มกระตุ้น พบว่า วัคซีน
มีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์โอมิครอนไม่ต่างกัน โดยวัคซีนมีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์โอมิครอนได้สูงถึง 73%, 71% และ 71% ตามลำดับ ซึ่งระดับประสิทธิผลนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ได้รับวัคซีนเพียง 3 เข็ม
.
เช่นเดียวกันกับประสิทธิผลของการใช้วัคซีนโควิด 19 ในกลุ่มคนอายุ 16 ปีขึ้นไป ที่ประเทศชิลี ซึ่งมีการใช้วัคซีนโควิด 19 คล้ายกับประเทศไทย และได้มีการเก็บข้อมูลในช่วงที่ชิลีเริ่มฉีดวัคซีนและครอบคลุมถึงการระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตาในระหว่างวันที่ 2 ก.พ. 2564- 10 พ.ย. 2564 พบว่า การได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเข็มที่ 3 โดยใช้วัคซีน AstraZeneca หรือ Pfizer สามารถป้องกันการป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ป้องกันการเข้ารับการรักษาในห้องดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤติ (ICU) และป้องกันการเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิผล อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการระบาดของไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน ประเทศชิลีได้มีมาตรการเร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเข็มที่ 4 เพื่อเร่งสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน ให้สามารถรับมือกับไวรัสกลายพันธุ์ และเพิ่มโอกาสในการรักษาชีวิต
ของประชาชนให้ได้มากยิ่งขึ้น
.
นอกจากนี้ ผลการใช้วัคซีนจริงในหลายประเทศทั่วโลกแสดงผลที่สอดคล้องกัน โดยพบว่า การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นด้วยวัคซีนชนิด mRNA เช่น วัคซีน Pfizer หรือ Moderna หรือวัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นตัวนำ (Viral vector) เช่น วัคซีน AstraZeneca ล้วนมีประสิทธิผลในการป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตจากโควิด 19 ได้
เป็นอย่างดี
.
ข้อมูลปัจจุบันพบว่า ประชากรกลุ่มอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ยังคงเป็นกลุ่มที่มีผู้เสียชีวิตจากโควิด 19 มากที่สุด และพบด้วยว่า อัตราการเสียชีวิตของผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนเลยหรือไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นสูงกว่าในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า แม้วัคซีนโควิด 19 ที่มีในขณะนี้จะไม่ใช่วัคซีนที่ดีที่สุด แต่เป็นวัคซีนที่ดีเพียงพอสำหรับใช้ป้องกันและรักษาชีวิตของคนจำนวนมากทั่วโลกได้
.
ทั้งนี้ การกลายพันธุ์ที่รวดเร็วและต่อเนื่อง ทำให้เชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากการฉีดวัคซีนครบสองโดส ประกอบกับการลดลงของระดับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง จึงไม่เพียงพอต่อการป้องกันการติดเชื้อ และสามารถป้องกันการป่วยหนักรวมถึงป้องกันการเสียชีวิตได้น้อยลง แม้ผู้ผลิตวัคซีนหลายรายจะพยายามพัฒนาวัคซีนให้มีความจำเพาะต่อไวรัสกลายพันธุ์มากขึ้น แต่การพัฒนาวัคซีนจำเป็นต้องใช้เวลา การพัฒนาวัคซีนอาจไม่ทันต่อการกลายพันธุ์ของไวรัสที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงกำลังการผลิตที่มีอยู่อย่างจำกัด อาจทำให้ไม่ทันต่อความต้องการใช้วัคซีนจากทั่วโลก สถานการณ์การระบาดของไวรัสกลายพันธุ์ในปัจจุบัน ประกอบกับข้อมูลประโยชน์จากการใช้จริงของวัคซีนที่มีอยู่เป็นเข็มกระตุ้นในขณะนี้ แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่ควรรอเพื่อฉีดวัคซีนรุ่นใหม่ การเร่งสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีนที่มีอยู่เป็นเข็มกระตุ้นเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถทำได้ทันที
.
ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนควรได้รับวัคซีน โดยผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนเลยควรเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มแรก ผู้ที่เคยฉีดวัคซีน 2 เข็ม มาแล้วนานกว่า 3 เดือนควรเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 และผู้ที่เคยฉีดวัคซีนมาแล้ว 3 เข็ม นานกว่า 4 เดือน ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 โดยเฉพาะสำหรับประชากรกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป และผู้มีโรคร่วม 7 กลุ่มโรค (โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน) ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและบุคคลที่ท่านรัก เพื่อที่เราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤติโรคระบาดนี้ไปด้วยกัน ด้วยการป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตของผู้คนไว้ให้ได้มากที่สุด

แหล่งอ้างอิง:
1. Our World in Data
2. Global impact of the first year of COVID-19 vaccination: a mathematical modelling study, DOI: https://doi.org/10.1016/S1473-3099(22)00320-6
3. Effectiveness of heterologous 3rd and 4th dose COVID-19 vaccine schedules for SARS-CoV-2 infection during delta and omicron predominance in Thailand.,
DOI: https://doi.org/10.21203/rs.3.rs-1792139/v1
4. Real-World Effectiveness of Mix-and-Match Vaccine Regimens against SARS-CoV-2 Delta Variant in Thailand: A Nationwide Test-Negative Matched Case-Control Study,
DOI: https://doi.org/10.3390/vaccines10071080
5. Effectiveness of homologous and heterologous booster doses for an inactivated SARS-CoV-2 vaccine: a large-scale prospective cohort study,
DOI: https://doi.org/10.1016/S2214-109X(22)00112-7
6. องค์การอนามัยโลก
7. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ดูโพสต์ต้นฉบับ