📌10 ปี สถาบันวัคซีนแห่งชาติ 1 ทศวรรษกับเส้นทางด้านวัคซีน ตั้งเป้า ประเทศมีความมั่นคงด้านวัคซีน ภายในปี 2580 . นายแพทย์นคร เปรมศ…

📌10 ปี สถาบันวัคซีนแห่งชาติ 1 ทศวรรษกับเส้นทางด้านวัคซีน ตั้งเป้า ประเทศมีความมั่นคงด้านวัคซีน ภายในปี 2580
.
นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวถึงความเป็นมาของสถาบันว่า สถาบันวัคซีนแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักระดับชาติในการบริหารจัดการให้ประเทศมีความมั่นคงด้านวัคซีนอย่างยั่งยืน ภายในปี 2580 ซึ่งสถาบันทำหน้าที่เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านวัคซีนของประเทศมาตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งเป็นระยะเวลา 10 ปี ทั้งนี้ได้ยึดเอาวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เป็นวันสถาปนาของสถาบัน ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ ให้การบริหารจัดการด้านวัคซีนมีความเป็นเอกภาพ มีความต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุน หรือดำเนินการให้มีการวิจัย การพัฒนา การผลิต และการกระจายวัคซีนให้มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงพอ สร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีน และประสานงานหรือร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งให้บริการทางวิชาการ และ ส่งเสริม สนับสนุน หรือดำเนินการให้มีการฝึกอบรมเพื่อการพัฒนาบุคลากรด้านวัคซีนของประเทศ และเมื่อพระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ ได้มีผลบังคับใช้ ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 ทำให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ปรับสถานะเป็นองค์การมหาชน ที่มีพระราชบัญญัติเฉพาะ
.
ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมาสถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพ
ด้านวัคซีนของประเทศที่สำคัญ ประกอบด้วย บูรณาการจัดหาและสำรองวัคซีนแบบใหม่ พัฒนากลไกบรรจุวัคซีนใหม่ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค การพัฒนาระบบข้อมูลและบริหารจัดการวัคซีน (Vaccine Information and management System; VIMS) เตรียมความพร้อมด้านวัคซีนรองรับไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ รวมถึงการจัดหา สนับสนุนการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยมีสถาบันวัคซีนแห่งชาติเป็นผู้ประสานหน่วยงานเครือข่ายทุกภาคส่วน ในการดำเนินการผ่าน 3 แนวทางภายใต้ Blueprint ได้แก่ 1) การจัดหาวัคซีนจากต่างประเทศ 2) การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต และ 3) การวิจัยพัฒนาและการผลิตวัคซีนในประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ประชาชนไทยทุกคนได้ใช้วัคซีนโควิด 19 ในเวลาที่ใกล้เคียงกับประเทศอื่น รวมทั้งประเทศมีความสามารถในการวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนได้เอง เพื่อรองรับการระบาดของโรคติดต่ออุบัติใหม่ในอนาคต
.
และในปี 2565 นี้ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้รับการประกาศให้เป็นหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม (PMU: Program Management Unit) ตามประกาศนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสถาบันรับผิดชอบการบริหารจัดการทุนด้านวัคซีน ตลอดวงจรการผลิตวัคซีนโดยเฉพาะ ซึ่งบทบาทดังกล่าว สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสถาบัน ในฐานะหน่วยงานกลางด้านวัคซีนที่ไม่แสวงหากำไรเป็นหลัก และเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี วันสถาปนาของสถาบัน วันที่ 11 สิงหาคม (พ.ศ. 2555-2565) สถาบันในฐานะหน่วยงานกลางด้านวัคซีนของประเทศ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อน ผลักดัน การพัฒนางานด้านวัคซีนของประเทศร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างความมั่นคงและการพึ่งตนเองด้านวัคซีน ให้ประเทศมีวัคซีนใช้อย่างเพียงพอ ทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน
.
นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ด้วยการผลิตวัคซีนภายในประเทศ มีความสำคัญต่อการสร้างเสริมสุขภาวะของประชาชน และความมั่นคงของประเทศ จึงเป็นการสมควรที่ประเทศจะสร้างหลักประกันว่าจะมีวัคซีนที่จำเป็นในปริมาณที่เพียงพอที่จะใช้ป้องกันโรคแก่ประชาชนในปัจจุบันและอนาคต โดยอยู่บนพื้นฐานของการพึ่งตนเองด้วยการสร้างความร่วมมืออย่างกว้างขวางของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อการพัฒนาศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนของประเทศ
.
ในระยะยาว หากประเทศไทยสามารถผลิตวัคซีนที่จำเป็นได้เอง นอกจากจะลดการสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศเป็นจำนวนมากในแต่ละปียังมีโอกาสส่งออกวัคซีนที่มีศักยภาพในการผลิตภายในประเทศนำรายได้เข้าประเทศได้อีกด้วย
.
และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญต่อระบบสาธารณสุขเป็นอย่างมาก ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากรด้านการวิจัย พัฒนา และงบประมาณ ในขณะที่เราพบข้อจำกัดในหลาย ๆ ด้าน สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย ระดมสรรพกำลังในทุกด้าน เพื่อให้ประเทศมีวัคซีนเพียงพอสำหรับใช้ในสถานการณ์การระบาดนี้

ที่มา: สถาบันวัคซีนแห่งชาติ
วันที่: 11 สิงหาคม 2565

ดูโพสต์ต้นฉบับ