Photos from สถาบันวัคซีนแห่งชาติ’s post

📌สถาบันวัคซีนแห่งชาติอัปเดตจัดเต็ม ข้อมูล “วัคซีนโควิด 19 สำหรับเด็ก และภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB) สำหรับผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ”

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ จัดเสวนาวิชาการออนไลน์ให้ความรู้ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปกครอง และประชาชน ในหัวข้อ “ข้อมูลวัคซีนโควิด 19 สำหรับเด็ก อายุ 6 เดือน – น้อยกว่า 5 ปี และการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB) สำหรับผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง เพื่อสื่อสารและสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง และสร้างความเชื่อมั่นในการรับวัคซีน รวมทั้งการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปในการป้องกันโรคติดเชื้อโควิด 19
.
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2565 สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้จัดเสวนาวิชาการออนไลน์ในหัวข้อ “ข้อมูลวัคซีนโควิด 19 สำหรับเด็ก อายุ 6 เดือน – น้อยกว่า5 ปี และการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB) สำหรับผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง” ถ่ายทอดสดทาง Facebook สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เพื่อสื่อสารและสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปกครอง และประชาชน โดยมี นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวเปิดการเสวนา และได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีน ประกอบด้วย พญ. ปิยนิตย์ ธรรมาภรณ์พิลาศ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และนพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค มาเสริมสร้างความเข้าใจ รวมถึงตอบคำถาม ข้อสงสัยแก่ประชาชนที่ร่วมรับฟังทางออนไลน์
.
นพ.นคร กล่าวว่า วันนี้เรามีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับวัคซีนโควิด 19 ที่ใช้ในเด็กเล็กมาให้ข้อมูล ซึ่งประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนวัคซีนที่ใช้สำหรับกลุ่มนี้แล้ว นับเป็นโอกาสดีที่เราจะมีวัคซีนสำหรับป้องกันลูกหลานของเรา โดยตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ทางกระทรวงสาธารณสุข ก็จะมีการจัดสรรวัคซีนลงไปในพื้นที่ อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB) ที่จะใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคร่วมอยู่เดิม แล้วควรได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น แต่ภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี ทำให้การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยตนเองได้ไม่ดี แม้ว่าได้รับวัคซีนก็อาจจะป่วย หรือเสียชีวิตได้ เพราะฉะนั้นการที่มีภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเข้ามาเสริมสำหรับผู้ที่มีความเปราะบาง ก็จะช่วยประชากรกลุ่มเฉพาะนี้ได้
.
ด้าน พญ. ปิยนิตย์ นำเสนอในเรื่อง “ข้อมูลวัคซีนโควิด 19 สำหรับเด็ก อายุ 6 เดือน – น้อยกว่า 5 ปี” ว่า วัคซีน Pfizer ฝาสีแดงเข้ม สำหรับเด็กเล็ก เป็นวัคซีนต้องผสมตัวทำละลาย หนึ่งขวดสามารถฉีดได้ 10 คน : 10 โดส ขนาด 0.2 มิลลิตร โดยฉีด 3 เข็ม ระยะห่างระว่างเข็ม 1 กับเข็ม 2 ห่างกัน 4 สัปดาห์ เข็ม 2 กับเข็ม 3 อยู่ที่ 8 สัปดาห์ มีความปลอดภัยดี อาการข้างเคียงไม่รุนแรง เล็กน้อยถึงปานกลาง เหมือนกันทั้ง 3 เข็ม เช่น เจ็บบริเวณที่ฉีด มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร โดยระดับภูมิคุ้มกันต่อโอมิครอน อยู่ในเกณฑ์เป็นที่น่าพอใจ ใกล้เคียงกับในผู้ใหญ่
โดยเด็กที่ฉีดวัคซีน Pfizer ครบ 3 เข็ม ใน 7 วัน สามารป้องกันการติดเชื้อได้ 75 ถึง 80 % ช่วยป้องกันอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ โดยแนะนำ โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง เช่น โรคอ้วน โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรงมะเร็งและภาวะคุ้มกันต่ำ โรคเบาหวาน และกลุ่มอาการดาวน์ ให้ฉีดวัคซีน ข้อควรระมัดระวัง สำหรับกลุ่มได้รับการฉีดวัคซีน ชนิด mRNA แล้ว เกิดปัญหาต่อกล้ามเนื้อหัวใจ หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ให้เลื่อนการฉีดวัคซีนเข็มถัดไปออกไปก่อน ปัจจุบัน พบในเด็กโต และผู้ใหญ่ ถ้าหากพบในเด็กเล็กให้ยกเลิกการฉีด เข็ม 2-3 การรับวัคซีนเป็นไปตามความสมัครใจของผู้ปกครองและเด็ก ไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการไปโรงเรียน พร้อมกันนี้ได้เน้นย้ำว่า “ถึงแม้โควิดจะจากลา การส่งเสริมป้องกันโรค
ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำอยู่”
.
ขณะที่ นพ.วีรวัฒน์ ได้ให้ข้อมูลอัปเดตเรื่อง การใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB) สำหรับผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ว่า ตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโควิด 19 เมื่อต้นปี 2563 มีการใช้วัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรค แต่กลุ่มเปราะบางยังตอบสนองไม่ดี แม้จะได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นก็ตาม จึงมีการนำแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาว หรือภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Long-acting Antibodies – LAAB) มาช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในกลุ่มประชากรดังกล่าว เพื่อลดการติดเชื้อโควิด 19 ให้น้อยลง ณ ตอนนี้ เข้าสู่สถานการณ์หลังการระบาด (post pandemic) ยังคงมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ โดยส่วนมาก เป็นกลุ่ม 608 หรือกลุ่มเปราะบาง ซึ่งไม่ได้รับวัคซีน หรือไม่มารับวัคซีนเข็มกระตุ้น จึงนำมาสู่การพัฒนา LAAB ที่ออกฤทธิ์ระยะยาว สังเคราะห์จากเซลล์เม็ดเลือดขาว แล้วตัดแต่งทางพันธุกรรม ให้ออกฤทธิ์ได้ยาวนานขึ้นกว่าปกติ 3-4 เท่า หรือ 6 เดือน มีกลไกการออกฤทธิ์ เป็นแอนติบอดี้ 2 ชนิด คือ Tixca + Cilga จับกับโปรตีนหนามของไวรัส ทำให้ไม่สามารถเข้ามาสู่เซลล์ร่างกาย โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ ประสิทธิภาพการป้องกัน พบว่า สามารถป้องกันกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อแบบมีอาการ ลบล้างฤทธิ์ต่อทุกสายพันธุ์ รวมถึง BA.4 และ BA.5 ระยะเวลา 3 เดือน อยู่ที่ 77% และ 6 เดือน ที่ 83% แต่ทั้งนี้ ไม่สามารถนำมาทดแทนการฉีดวัคซีนโควิด 19 ได้ โดยกลุ่มเสี่ยง จะต้องรับวัคซีน และมารับ LAAB เพิ่มเติม ประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากฉีดวัคซีน ตัวยามี 2 สี คือ เทาเข้ม และ ขาว ขนาด 1.5 ซีซี ฉีด 2 ข้าง ๆ ละ 1 เข็ม ข้างซ้ายเป็น Tixca และข้างขวาเป็น Cilga จากการศึกษา เมื่อฉีดไปแล้ว ผลข้างเคียงน้อย กลุ่มที่ควรได้รับ LAAB ได้แก่ กลุ่มภูมิคุ้มกันบกพร่อง กลุ่มผู้ไม่ตอบสนองต่อวัคซีน และกลุ่มที่ไม่สามารถรับวัคซีนโควิด 19 ได้ ประเทศที่ใช้ LAAB ในการป้องกันการติดเชื้อโควิด 19 ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อังกฤษ ออสเตรเลีย รัสเซีย และเอเชีย 4 ประเทศ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ประเทศที่ใช้ LAAB ในการรักษา ได้แก่ ยุโรป สิงคโปร์ และญี่ปุ่น
.
นพ.วีรวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันนี้จะให้ความสำคัญกับการป้องกันเป็นหลัก สำหรับคำแนะนำแนวทางการให้ LAAB ในประเทศไทย เดือนกรกฎาคม จะใช้ในผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป และมีน้ำหนักตัว 40 กิโลกรัมขึ้นไป โดยกลุ่มเป้าหมาย เป็นกลุ่มผู้ป่วยไตวาย กลุ่มผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะและ กลุ่มผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูกที่ได้รับ
ยากดภูมิคุ้มกัน ต่อมามีคำแนะนำฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 เมื่อเดือนกันยายน 2565 โดยเพิ่มเติมกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบและโรคภูมิแพ้ตัวเอง ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องตามคำแนะนำของสมาคมวิชาชีพต่าง ๆ ผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ตามองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาหรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย (อย.) ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยการใช้ LAAB มีการรวบรวมข้อมูลจากคนอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่เด็กยังไม่มีการใช้ เพียงแต่มีการสร้างโมเดลและเทียบเคียงกับเด็กอายุน้อยลงมา เป็นวัยรุ่น จึงมีคำแนะนำให้ใช้ในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปได้ และน้ำหนักตัวมากกว่า 40 กิโลกรัม สามารถใช้ได้”
.
พญ.สุเนตร กล่าวทิ้งท้ายว่า “โควิด ยังคงอยู่กับเรา เชื้อโรคไม่ได้หายไปไหน ยังคงมีการสูญเสียเกิดขึ้น แต่ ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยสามารถเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ได้ จึงอยากขอเชิญชวนประชาชน มารับการป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะกลุ่ม 608”
.
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามรับชมและรับฟังข้อมูล ย้อนหลังได้ทางเพจ Facebook สถาบันวัคซีนแห่งชาติ https://fb.watch/f-p497Dxnr/

ที่มา: สถาบันวัคซีนแห่งชาติ
วันที่: 7/10/65

ดูโพสต์ต้นฉบับ