ยารักษาไมเกรน อันตรายที่ห้ามมองข้าม

บทความนี้ตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อผู้ป่วยไมเกรนโดยเฉพาะ หากใครกำลังเป็นไมเกรนอยู่อย่าเพิ่งเลื่อนผ่านค่ะ อ่านก่อนนะคะ!!!

เหตุผลที่เขียนบทความนี้ขึ้น เพราะมีผู้ป่วยหลายคนใช้ยาในกลุ่ม เออร์โกตามีน (ERGOTAMINES) แบบผิดๆ คือ กินทุกวันเพื่อป้องกันไมเกรน ซึ่งต้องบอกเลยว่าผิด และอันตรายมาก!!! ห้ามทำแบบนี้โดยเด็ดขาด เพราะอะไรเดี๋ยวเราจะเล่าต่อไป และสิ่งที่ต้องทราบคือ ยาในกลุ่มนี้ไม่ใช่ยาตัวแรกที่ท่านจะใช้ในการรักษาไมเกรน แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับโรคไมเกรน และยากลุ่มนี้กันก่อน

ไมเกรน เป็นโรคที่พบในเพศหญิงได้บ่อยกว่าเพศชาย อาการปวดไมเกรนจะเป็นอาการปวดแบบตุ๊บๆ เป็นจังหวะ ระดับความปวดปานกลางถึงมาก ระยะเวลาปวดยาวนาน 4 – 72 ชั่วโมงหากไม่ได้รักษา มักจะปวดหัวข้างเดียว (จะปวด 2 ข้าง ก็ได้ แต่เจอน้อยกว่า) อาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย ร่างกายมีความไวต่อแสง เสียง และการเคลื่อนไหว

บางคนมีอาการนำมาก่อน เช่น การมองเห็นผิดปกติ เห็นแสงวูบวาบ เห็นแสงเป็นเส้น รู้สึกชารู้สึกเหมือนเข็มตำ เกิดก่อนจะมีอาการปวดศรีษะแบบไมเกรนตั้งแต่ 5-60 นาที กลุ่มนี้จะชื่อเรียกเฉพาะว่า ผู้ป่วย Migraine with aura

Ergotamine คืออะไร?

Ergotamine เป็นสารในกลุ่ม Ergot alkaloid ที่มีโครงสร้างคล้ายสร้างสื่อประสาทหรือฮอร์โมนในร่างกายหลายชนิด เช่น noradrenaline, adrenaline, dopamine และ serotonin ด้วยเหตุนี้ Ergotamine จึงจับกับตัวรับของสารสื่อประสาทได้หลายชนิด มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่ค่อนข้างซับซ้อน

กลไกในการรักษาอาการปวดศรีษะแบบไมเกรนนั้น สันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นตัวรับ serotonin และ noradrenaline ทำให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือดในสมอง ซึ่งเป็นกลไกหลักของยา และนอกจากนี้ยังพบว่าอาจเกี่ยวข้องกับการที่ยามีผลปรับเปลี่ยนการทำงานของหลอดเลือดที่ควบคุมโดยเส้นประสาท trigeminal และลดความรุนแรงของการอักเสบของเนื่อเยื่อ Dura ซึ่งเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับพยาธิสภาพของไมเกรน

ตัวอย่าง ชื่อการค้าของยาที่มีส่วนผสมของ Ergotamine เช่น Cafergot, Avamigran, Degran, Tofago, Polygot ฯลฯ

อันตรายของ Ergotamine เกิดได้อย่างไร? หากใช้พร่ำเพรื่อ ใช้เกินขนาด ข้อนี้ต้องอ่านค่ะ !!!

  • ปลายมือ ปลายเท้า เย็น-ชา หากมีอาการรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อแขนขา ให้หยุดยาและรีบไปพบแพทย์ทันที ที่เคยเป็นข่าวว่าต้องตัดแขน ตัดขา เพราะกล้ามเนื้อตายก็นี่แหละค่ะ เนื่องจากยาไม่เพียงแต่หดหลอดเลือดที่สมองเพื่อรักษาไมเกรนแค่นั้น แต่ไปหดหลอดเลือดที่อวัยวะอื่นด้วย ซึ่งพบบ่อยที่สุด คือ ไปหดหลอดเลือดแดงบริเวณแขน ข้อมือ ท่อนขาส่วนบน หลังข้อเข่า สะโพก หัวใจ ไต ลำไส้ ตา และลำคอ
  • ความดันโลหิตสูง จากการที่ยามีผลไปหดหลอดเลือดส่วนปลาย
  • ใจสั่น เจ็บหน้าอก จากการกระตุ้นตัวรับ 5-HT1B ที่บริเวณหลอดเลือด coronary ที่หัวใจ
  • คลื่นไส้อาเจียน จากการที่ยาไปกระตุ้นตัวรับ Dopamine ที่ศูนย์การอาเจียนในสมอง และยังพบว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับการที่ Ergotamine สามารถกระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบได้โดยตรง

ใช้ยา Ergotamine อย่างไรให้ปลอดภัย?

ใช้เฉพาะเมื่อมีอาการปวดศรีษะไมเกรนเท่านั้น ห้ามใช้เพื่อป้องกัน เพราะการกินยาติดต่อกันไปเรื่อยๆ จะทำให้เกิดความดันโลหิตสูง เพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดในสมองแตก หรือ หัวใจวายได้ โดยเฉพาะหากมีความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมองอยู่แล้ว  นอกจากนี้ยังทำหลอดเลือดแดงเกิดการหดตัวอยู่ตลอดเวลาซึ่งผู้ป่วยจะไม่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนเลย แต่เมื่อใดที่หยุดรับประทานยาหลอดเลือดดังกล่าวจะขยายตัวอย่างมาก และทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนอย่างรุนแรง (rebound headache ) ได้ค่ะ

ขนาดการกินยาที่เหมาะสม คือ กินเมื่อมีอาการปวดศีรษะไมเกรนในครั้งแรก 1 หรือ 2 เม็ด หากอาการไม่ดีขึ้นสามารถกินซ้ำอีกครั้งละ 1 เม็ด ทุกๆ 30 นาที แต่ห้ามกินยาเกิน 6 เม็ดต่อวัน และห้ามกินยาเกิน 10 เม็ด ต่อสัปดาห์

เมื่อมีอาการปวดศรีษะไมเกรน แจ้งแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งว่ามีโรคประจำตัวหรือมียาอะไรบ้างที่กำลังใช้อยู่ หรือมียาอะไรบ้างที่ใช้เป็นประจำ เพราะยา Ergotamine เกิดอันตรกิริยา (ยาตีกัน) กับยาอื่นๆได้หลายตัว เนื่องจาก Ergotamine จะถูกกำจัดผ่าน CYP3A4 ดังนั้นหากกินยานี้ร่วมกับยาบางตัวที่ยับยั้งการทำงานของ CYP3A4 (CYP3A4 inhibitor) เช่น ยาต้านเชื้อไวรัส : ritonavir, indinavir , ยาปฏิชีวนะกลุ่ม macrolides : erythromycin, clarithromycin, azithromycin, ยาต้านเชื้อรากลุ่ม azoles : ketoconazole, itraconazole, fluconazole, ยากดภูมิคุ้มกัน : Ciclosporin, tacrolimus จะส่งผลให้มีปริมาณยา ergotamine ที่ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพิ่มขึ้น และ ขจัดออกจากร่างกายได้ช้าลง ซึ่งผลที่ตามมาคือความเข้มข้นของ ergotamine ในเลือดเพิ่มสูงขึ้นและคงอยู่นานขึ้น จนเกิดอาการไม่พึงประสงค์ และที่เรากังวลที่สุดก็คือ การไหลเวียนของเลือดลดลง จนกล้ามเนื้อตาย เน่าจนต้องตัดแขน ตัดขาทิ้งนั่นเองค่ะ

ยาอีกกลุ่มที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยา Ergotamine เนื่องจากยาจะไปเสริมฤทธิ์ในการหดหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น ยารักษาไมเกรนในกลุ่ม triptans : zolmitriptan, rizatriptan, sumatriptan, ยาที่ป้องกันการเกิดไมเกรน เช่น methysergide, propranolol เป็นต้น

ใครห้ามใช้ ergotamine?

  1. ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา ergotamine หรือสารที่เป็นอนุพันธ์ของ ergot alkaloid
  2. ผู้ป่วยที่มีประวัติหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (peripheral arterial disease)
  3. ผู้ป่วยที่มีความบกพร่องในการทำงานของตับ และไต
  4. ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease) และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (angina)
  5. ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้
  6. ผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis)
  7. ผู้หญิงตั้งครรภ์ (ทุกไตรมาส)

จะป้องกันการเกิดไมเกรนได้อย่างไร?

  1. หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดไมเกรน เช่น แอลกอฮอล์, คาเฟอีน, ผงชูรส, อาหารหมักดอง, อาหารที่มีส่วนผสมของไนเตรท, อาหารที่มีส่วนผสมของสารให้ความหวาน เช่น saccharin, aspartame
  2. หลีกเลี่ยงสภาวะแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดไมเกรน เช่น เสียงดัง อากาศร้อน สถานที่ที่มีกลิ่นฉุน สถานที่ที่มีกลิ่นน้ำหอมรุนแรง ควันบุหรี่ บริเวณที่มีแสงวิบๆวับๆ แสบตา
  3. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  4. กินอาหารให้ครบทุกมื้อ ตรงเวลา
  5. พยายามผ่อนคลายความเครียดและวิตกกังวล
  6. ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ และไม่หักโหมจนเกินไป
  7. ใช้ยาป้องกันการเกิดไมเกรนในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการปวดหัวไมเกรนอย่างน้อย 6 วันต่อเดือน หรือผู้ป่วยที่มีอาการปวดหัวไมเกรนอย่างน้อย 4 วันต่อเดือน ร่วมกับเกิดความผิดปกติหรือรบกวนชีวิตประจำวัน หรือผู้ป่วยที่มีอาการปวดหัวไมเกรนอย่างน้อย 3 วันต่อเดือน ร่วมกับการที่ผู้ป่วยจะต้องนอนพักผ่อน โดยปรึกษาแพทย์ในการใช้ยา

การใช้ยาในการรักษาไมเกรน

ยาตัวเลือกแรกๆ (First-Line Therapies) ในการรักษาไมเกรน คือ ยาในกลุ่ม NSAIDs เช่น Ibuprofen, Naproxen, ยาแก้ปวดสูตรผสม พาราเซตามอล 250 mg + Aspirin 250 mg + Caffeine 65 mg  1-2 เม็ด ทุกๆ 6 ชั่วโมง, ยาในกลุ่ม Triptans หรือ Combination Triptans-NSAIDs หากมีอาการปวดมาก

ส่วน ยา Ergotamine จัดเป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาไมเกรน แต่ไม่ใช่ทางเลือกแรกในการรักษา จะใช้ในกรณีที่ใช้ยากลุ่มแก้ปวดทั่วไปแล้วไม่ได้ผล

อ้างอิง

  1. American Family Physician, Treatment of Acute Migraine Headache
  2. คู่มือการดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชสําหรับแพทย์. บทที่ 10 อาการปวดศรีษะ. มาโนช หล่อตระกูล บก. กรมสุขภาพจิต, 2544
  3. Kulkantrakorn, Kongkiat. (2015). Chronic daily headache review (Article in Thai). Thammasat Medical Journal.
  4. Canadian Headache Society Guideline Acute Drug Therapy for Migraine Headache, A Peer-reviewed SUPPLEMENT to The Canadian Journal of Neurological Sciences, Volume 40 Number 5 (Supplement 3) September 2013
  5. Canadian Headache Society Guideline for Migraine Prophylaxis, A Peer-reviewed SUPPLEMENT to The Canadian Journal of Neurological Sciences, Volume 39 Number 2 (Supplement 2) March 2012
  6. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, ยาแก้ปวดศีรษะไมเกรน Ergotamine ใช้อย่างไรจึงจะปลอดภัย
  7. Elizabeth Loder, MD, MPH; Rebecca Burch, MD; Paul Rizzoli, MD , The 2012 AHS/AAN Guidelines for Prevention of Episodic Migraine: A Summary and Comparison With Other Recent Clinical Practice Guidelines, American Headache Society, Headache 2012;52:930-945
  8. ภก.กิติยศ ยศสมบัติ, ภญ.สิรินุช พละภิญโญ และ ภก.ชัชนินทร์ อจลานนท์, ภาวะเออร์โกติสซึมจากยาเออร์โกตามีน.

Credit รูป : https://www.youtube.com/watch?v=rafAgW0TKeY