Sermion Tablets (30mg) (เซอร์เมียนแท็บเล็ต)

สารบัญ

Sermion Tablets (เซอร์เมียนแท็บเล็ต) คือยาอะไร?

Sermion Tablets (เซอร์เมียนแท็บเล็ต) มีตัวยาสำคัญคือ Nicergoline ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาอาการและอาการแสดงที่เกิดจากสมองเสื่อม (Senile Dementia) และ โรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ยังพบว่าช่วยเพิ่มความไวในการตอบสนองของสมอง โดยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณสมอง ส่งผลให้สมองได้รับเลือดและออกซิเจนอย่างเพียงพอ

ตัวยาสำคัญ

ยาเม็ดเคลือบฟิล์ม 1 เม็ด มี Nicergoline 30 มิลลิกรัม

ส่วนประกอบที่ไม่ใช่ตัวยาสำคัญ

ในยา 1 เม็ด ประกอบไปด้วยส่วนประกอบที่ไม่ใช่ตัวยาสำคัญดังนี้

dibasic calcium phosphate 73.3 mg; sodium carboxymethylcellulose 1.3 mg; microcrystalline cellulose 22.4 mg; magnesium stearate 3 mg; hydroxy-propylmethylcellulose 2.8985 mg; silicone 0.0145 mg; titanium dioxide 0.7246 mg; polyethyleneglycol 6000 0.2899 mg; E 172 0.0725 mg

ข้อบ่งใช้

รักษาอาการและอาการแสดงที่เกิดจากสมองเสื่อม เช่น ความผิดปกติใน cognitive, affective, behavioral และ somatic ที่เกี่ยวข้องกับโรคของสมอง (Cerebral deterioration : Chronic cerebrovascular insufficiency และ/หรือ senile และ presenile dementia โรคพาร์กินสัน) ได้แก่ ความจำบกพร่อง, vigilance (ความระแวดระวัง) ลดลง, สมาธิไม่ดี, อารมณ์ซึมเศร้า, apathy, ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเสียไป, ความไม่เอาใจใส่ตัวเอง, อาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง (asthenia), เบื่ออาหาร, มีเสียงดังในหู (tinnitus), มึนงง, วงจรการหลับ-ตื่นผิดปกติ, การไม่ทราบสถานที่และเวลา, การมองเห็นไม่ชัดเจน, สมรรถภาพในการทำงานลดลง, ปวดศรีษะ และอ่อนเปลี้ย และสามารถใช้ร่วมกับยาอื่นในการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก

ขนาดและวิธีใช้

วันละ 60 มิลลิกรัม โดยแบ่งให้วันละ 2 ครั้ง และทิ้งช่วงห่างให้เท่าๆกัน

ทำอย่างไรหากลืมรับประทานยา Sermion Tablets

โดยทั่วไปถ้าลืมรับประทานยา ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าเป็นเวลาที่ใกล้กับมื้อต่อไป ให้ข้ามไปรับประทานยามื้อต่อไปเลยโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่แพ้ตัวยาออกฤทธิ์ หรือ ergot alkaloids หรือตัวยาไม่สำคัญใดๆ
  • มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเนื่องจากขาดเลือดเมื่อไม่นานมานี้
  • ภาวะเลือดออกเฉียบพลัน
  • มีอาการความดันโลหิตตกจากการเปลี่ยนท่า
  • มีภาวะหัวใจเต้นช้ารุนแรง

คำเตือนและข้อควรระวังพิเศษ

  • การศึกษาการใช้ nicergoline โดยการให้ยาเพียงครั้งเดียวหรือการให้ยาซ้ำๆ พบว่า nicergoline อาจทำให้ความดันโลหิตซิสโตลิค (Systolic blood pressure) ลดลง และอาจทำให้ความดันโลหิตไดแอสโตลิค (Diastolic blood pressure) ลดลงด้วยแต่ในอัตราที่น้อยกว่ามาก ทั้งในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตปกติและในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงอยู่เดิม ผลเหล่านี้อาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล เนื่องจากการศึกษาอื่นๆ นั้นไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของ Systolic blood pressure และ Diastolic blood pressure
  • ควรระมัดระวังเมื่อให้ยากลุ่ม sympathomimetics agonists (อัลฟ่าและเบต้า) กับผู้ป่วยที่ได้รับ nicergoline (ดูหัวข้อ อันตรกิริยาระหว่างยา หรืออันตรกิริยาอื่นๆ)
  • ควรให้ยาด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีภาวะกรดยูริกเกินในเลือด (hyperuricemia) หรือมีประวัติของโรคเกาต์ และ/หรือในระหว่างที่ได้รับการรักษาร่วมกับยาที่อาจมีผลต่อเมตาบอลิซึมและการกำจัดกรดยูริก (ดูหัวข้ออาการไม่พึงประสงค์)
  • การเกิดพังผิด (เช่น ที่ปอด, ที่หัวใจ, ที่ลิ้นหัวใจ และหลังเยื่อบุช่องท้อง) มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ยา ergot alkaloids บางตัวซึ่งออกฤทธิ์เสริมกันที่ serotonin 5HT 2β receptor
  • มีรายงานจากการได้รับพิษจาก ergot (ergotism) (ซึ่งรวมถึง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง และหลอดเลือดส่วนปลายหดตัว) ในผู้ที่รับประทาน ergot alkaloids บางตัว และอนุพันธ์ของมัน แพทย์และผู้สั่งยาควรทราบอาการและอาการแสดงของการได้รับ ergot เกินขนาดก่อนสั่งยาในกลุ่มนี้

อาการไม่พึงประสงค์

ตารางดังต่อไปนี้แสดงปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์จากยา (adverse drug reaction [ADRs]) ซึ่งจำแนกตามระบบอวัยวะของร่างกาย (system organ class [SOC]) และหมวดความถี่ CIOMS (เช่น พบบ่อยมาก พบบ่อย พบไม่บ่อย พบน้อย และพบน้อยมาก) และเรียงตามความรุนแรงทางการแพทย์หรือความสำคัญทางคลินิกจากมากไปหาน้อยภายในแต่ละหมวดความถี่และระบบอวัยวะของร่างกาย

ระบบอวัยวะของร่างกายพบบ่อยมาก ≥ 1/10พบบ่อย ≥ 1/100 ถึง < 1/10พบไม่บ่อย ≥ 1/1000 ถึง < 1/100พบน้อย ≥ 1/10000 ถึง < 1/1000พบน้อยมาก < 1/10000ไม่ทราบความถี่ (ไม่สามารถประเมินได้จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน)
ความผิดปกติทางจิตกระสับกระส่าย สับสน นอนไม่หลับ
ความผิดปกติทางระบบประสาทง่วงนอน มึนงง ปวดศรีษะรู้สึกตัวร้อนa
ความผิดปกติทางระบบหลอดเลือดความดันโลหิตต่ำ หน้าแดง
ความผิดปกติทางระบบทางเดินอาหารอาการมวนท้องท้องเสีย คลื่นไส้ ท้องผูก
ความผิดปกติทางผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอาการคันผื่นa
ความผิดปกติทั่วไปและสภาพของบริเวณที่ฉีดยาการเกิดผังผืด (fibrosis)a
การตรวจในห้องปฏิบัติการกรดยูริกในเลือดเพิ่มสูงขึ้น
a การประเมินความถี่ของปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์จากยาใช้ข้อมูลจากการศึกษาในบทสรุปด้านความปลอดภัยรวม (Integrated Summary of Safety) (ที่ปรากฏขึ้นหลังให้ยา สาเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้น) ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลจากการศึกษาที่มีกลุ่มควบคุมและปกปิดสองทางแปดโครงการ ในผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยผู้ป่วยจำนวน 1,246 ราย ได้รับยา nicergoline ไม่มีการนำกฎ Rule of 3 มาใช้เนื่องจากชุดข้อมูล ISS nicergoline มีตัวหารที่น้อยกว่า 3,000 ราย

อาการไม่พึงประสงค์ที่ต้องแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที

มีดังนี้ มีอาการแพ้ เช่น ผื่นคัน ผื่นลมพิษ บวมตามอวัยวะต่างๆ เช่น ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น

ผลต่อความสามารถในการขับขี่และทำงานกับเครื่องจักร

แม้ว่าฤทธิ์ทางคลินิกของ nicergoline นั้นจะรวมถึงการเพิ่มขึ้นของความตื่นตัวและสมาธิ แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาโดยเฉพาะถึงผลของยาต่อความสามารถในการขับขี่และทำงานกับเครื่องจักร จึงควรใช้ยานี้ด้วยความระมัดระวังโดยคำนึงถึงโรคประจำตัวของผู้ป่วยด้วย เมื่อขับขี่ยานพาหนะหรือทำงานกับเครื่องจักร โปรดระวังอาการมึนงงหรือง่วงนอนที่อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวด้วย (ดูหัวข้ออาการไม่พึงประสงค์)

อันตรกิริยาระหว่างยา หรืออันตรกิริยาอื่นๆ

ควรให้ nicergoline อย่างระมัดระวัง เมื่อใช้ร่วมกับยาต่างๆ ดังที่ระบุไว้ด้านล่าง:

  • ยาลดความดันโลหิตสูง: Nicergoline อาจไปเพิ่มฤทธิ์ของยาลดความดันโลหิตสูง Nicergoline อาจเพิ่มการออกฤทธิ์ต่อหัวใจของยากลุ่ม beta-blocker
  • ยากลุ่ม sympathomimetics agonists (อัลฟ่าและเบต้า) : Nicergoline อาจต้านฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของหลอดเลือดของยาในกลุ่ม sympathomimetics เนื่องจากฤทธิ์ในการปิดกั้นตัวรับสัญญาณอัลฟ่าแอดรีเนอร์จิค (alpha-adrenergic blocking effect) ของตัวยา
  • ยาที่ถูก metabolite โดย CYP 2D6: เนื่องจาก nicergoline ถูกเมตาบอไลซ์ด้วย CYP 2D6 จึงไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่จะเกิดอันตรกิริยากับยาต่างๆ ที่อยู่ในวิถีเมตาบอลึซึมเดียวกันออกไปได้
  • ยาต้านเกล็ดเลือด (antiaggregant) และยาต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant drugs) (เช่น acetylsalicylic acid): เพิ่มฤทธิ์ของยาที่มีต่อกลไกการห้ามเลือด เลือดจึงอาจหยุดช้าลง
  • ผลที่ส่งผลต่อเมตาบอลิซึมของกรดยูริก: เนื่องจาก nicergoline อาจทำให้ระดับของกรดยูริกใน serum สูงขึ้นโดยไม่แสดงอาการ จึงควรให้ยานี้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีกรดยูริกในเลือดสูง หรือมีประวัติเป็นโรคเกาต์ และ/หรือกำลังรักษาด้วยยาที่อาจมีผลกับเมตาบอลิซึมและการกำจัดกรดยูริก

การเจริญพันธุ์ การใช้ในหญิงมีครรภ์และให้นมบุตร

สตรีมีครรภ์

Nicergoline ไม่เป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ในหนูขาวและกระต่ายที่ตั้งท้อง ยังไม่มีการศึกษาในสตรีมีครรภ์ แต่เมื่อพิจารณาจากข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุมัติแล้ว โอกาสที่จะใช้ nicergoline ในสตรีมีครรภ์และสตรีระหว่างให้นมบุตรนั้นน่าจะน้อยมาก ควรใช้ nicergoline ในสตรีมีครรภ์เฉพาะกรณีที่พิจารณาแล้วว่าประโยชน์ที่ผู้ป่วยน่าจะได้รับมากกว่าความเสี่ยงที่อาจจะเกิดต่อทารกในครรภ์เท่านั้น

แม้ว่าในการศึกษาทางพิษวิทยา nicergoline จะไม่แสดงฤทธิ์ที่ทำให้ทารกในครรภ์เกิดความผิดปกติหรือพิการ แต่แนะนำให้ใช้ยาในหญิงมีครรภ์ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

สตรีระหว่างให้นมบุตร

ยังไม่ทราบว่า nicergoline ถูกขับออกมาทางน้ำนมในมนุษย์หรือไม่ จึงไม่แนะนำให้ใช้ nicergoline ในระหว่างให้นมบุตร

การเจริญพันธุ์

การศึกษากับหนูขาวเพศผู้ไม่พบว่า nicergoline มีผลต่อการเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม พบว่า nicergoline ลดการเจริญพันธฺุ์ในหนูขาวเพศเมียที่ได้รับยา 50 mg/kg/day (สูงกว่าขนาดยาสูงสุดที่แนะนำในมนุษย์ซึ่งอยู่ที่ 60 mg/วัน เมื่อเทียบกันในหน่วย mg/m2 ถึง 8 เท่า) (ดูหัวข้อ ข้อมูลความปลอดภัยจากการศึกษาพรีคลินิก)

ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงความหมายโดยนัยทางคลินิกของผลการศึกษาในสัตว์ (ที่ขนาดยาที่สูงกว่าขนาดที่ใช้รักษา) ในผู้ป่วยที่เป็นมนุษย์

การได้รับยาเกินขนาด

อาจเกิดภาวะความดันโลหิตลดต่ำลงชั่วคราวเมื่อใช้ nicergoline ในขนาดยาสูง ซึ่งโดยปกติแล้วไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาใดๆเป็นพิเศษ เพียงนอนพักสักครู่ก็พอ ในกรณีที่เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองและหัวใจไม่พออย่างรุนแรง ซึ่งพบได้น้อยมาก แนะนำให้ใช้ยากลุ่ม sympathomimetics และวัดความดันโลหิตอย่างต่อเนื่อง

คุณสมบัติทางเภสัชพลศาสตร์

Nicergoline เป็น ergoline derivertive ที่มีฤทธิ์ปิดกั้นตัวรับสัญญาณอัลฟ่า-1 แอดรีเนอร์จิค (alpha-1 adrenergic blocking activity) เมื่อให้ยาทางเส้นเลือด หลังได้รับยาโดยการรับประทาน ยาส่วนใหญ่จะถูกเมตาบอไลซ์อย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดมาตาบอไลต์หลายตัวซึ่งออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลางในหลายระดับ

เมื่อให้ยาโดยการรับประทาน nicergoline มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาระบบประสาทหลายอย่าง: ยานี้ไม่เพียงแต่เพิ่มการดูดซึมและการใช้กลูโคสภายในสมอง ตลอดจนชีวสังเคราะห์ของโปรตีนและกรดนิวคลีอิกเท่านั้น แต่ดูเหมือนจะมีฤทธิ์ต่อระบบสารสื่อประสาทหลายชนิดอีกด้วย

Nicergoline เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเส้นประสาทชนิดคอลีเนอร์จิกในสมอง (cerebral cholinergic functions) ในสัตว์ที่มีอายุมาก การศึกษาภายในร่างกายพบว่าการรักษาระยะยาวด้วย nicergoline ในหนูขาวที่มีอายุมากป้องกันการลดระดับของ Ach ตามวัย (ใน cortex และ striatum) และการปลดปล่อย (ในฮิปโปแคมปัส) นอกจากนี้ยังพบว่าการทำงานของเอนไซม์ CAT (choline-acetyltransferase) และความหนาแน่นของ muscarinic receptor เพิ่มขึ้นหลังได้รับ nicergoline โดยการรับประทานในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาทั้งในหลอดทดลองและภายในร่างกายยังพบว่า nicergoline ลดการทำงานของ AchE (acetylcholine esterase) ลงอย่างมีนัยสำคัญ ในการทดลองเหล่านี้ ผลกระทบที่มีต่อสารเคมีในสมองนั้นสอดคล้องกับพัฒนาการทางพฤติกรรมที่สม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น ในการทดสอบเขาวงกต (maze test) ซึ่งพบว่าการได้รับ nicergoline ในระยะยาวทำให้สัตว์ที่มีอายุมากมีการตอบสนองที่ใกล้เคียงกับสัตว์ที่มีอายุน้อยกว่า

นอกจากนี้ nicergoline ยังสามารถบรรเทาความบกพร่องทางการรับรู้และเข้าใจของสัตว์ซึ่งเกิดจากสาเหตุต่างๆกัน (ภาวะพร่องออกซิเจน, การรักษาทางจิตเวชด้วยไฟฟ้า (electroconvulsive therapy [ECT], scopolamine) การให้ nicergoline ชนิดกินในขนาดยาต่ำเพิ่ม dopamine turnover ในสัตว์ที่มีอายุมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองส่วน mesolimbic area ซึ่งน่าจะเกิดจากผลต่อ dopaminergic receptors

Nicergoline เพิ่มประสิทธิภาพของกลไกการส่งสัญญาณภายในเซลล์ (cellular signal transduction mechanisms) ในสัตว์ที่มีอายุมาก การให้ยาชนิดกินทั้งแบบครั้งเดียวและระยะยาวนั้นเพิ่ม phosphoinositide turnover ทั้งในกรณีปกติและเมื่อได้รับการกระตุ้น (basal and agonist-sensitive phosphoinostide turnover) นอกจากนั้น nicergoline ยังเพิ่มการทำงานและการเคลื่อนย้ายไปยังเยื่อหุ้มเซลล์ของ Ca-dependent PKC isoforms เอนไซม์เหล่านี้มีบทบาทในกลไกการขับ soluble amyloid presursor protein (APP) ทิ้ง ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการปลดปล่อยและการลดลงของการผลิต beta-amyloid ที่ผิดปกติ ดังที่พบในการทดสอบกับเซลล์มะเร็ง neuroblastoma จากมนุษย์ที่นำมาเพาะเลี้ยง (human neuroblastoma cultures)

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ขจัดของเสียต่างๆ ทำให้ nicergoline สามารถป้องกันเซลล์ประสาทจากการเสื่อมที่มีสาเหตุมาจากอนุมูลอิสระ (oxidative stress) และจากการตายของเซลล์ (apoptosis) ในโมเดลการทดลองทั้งภายในหลอดทดลองและภายในร่างกาย Nicergoline ชะลอการลดลงของ Nitric Oxide Synthase (nNOS) mRNA expression ในระบบประสาทอันเนื่องมาจากวัย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจดีขึ้น

การศึกษาในมนุษย์

ในการศึกษาทางเภสัชพลศาสตร์ในมนุษย์โดยการใช้เทคนิคภาพคลื่นไฟฟ้าสมอง (electroencephalogram [EEG]) ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ในอาสาสมัครที่มีอายุน้อยและอาสาสมัครที่มีอายุมาก รวมถึงผู้ป่วยสูงอายุที่มีความผิดปกติด้านการรับรู้และเข้าใจ (cognitive disorders) พบว่า nicergoline มีผลทำให้ค่า EEG ในผู้ป่วยสูงอายุและผู้ใหญ่ที่มีอายุน้อยกว่าที่มีภาวะพร่องออกซิเจนกลับเป็นปกติ โดยการเพิ่มกิจกรรม α และ β และลดกิจกรรม δ และ θ พบการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกของปฏิกิริยาที่เป็นไปได้และที่เกิดจากการกระตุ้น (event contingent potential and evoked reaction) ในผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมเล็กน้อยถึงปานกลางเนื่องจากสาเหตุต่างๆ (SDAT : Senile Dementia of the Alzheimer Type และ MID: Multi-Infarct Dementia) หลังการรักษาด้วย nicergoline ระยะยาว (2-6 เดือน) การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สัมพันธ์กับอาการทางคลินิกที่ดีขึ้น

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า nicergoline ออกฤทธิ์โดยการปรับเปลี่ยนกลไกของเซลล์และกลไกของโมเลกุลที่เกี่ยวข้องในพยาธิสรีรวิทยาของภาวะสมองเสื่อมอย่างกว้างขวางในหลายตำแหน่ง

ในการศึกษาทางคลินิกแบบปกปิดข้อมูล 2 ทาง ควบคุมด้วยยาหลอก ในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม (ภาวะสมองเสื่อมประเภทอัลไซเมอร์ ภาวะสมองเสื่อมเหตุสมองขาดเลือด และหลายประเภทรวมกัน) มากกว่า 1,500 ราย ซึ่งได้รับ nicergoline 60 มิลลิกรัมต่อวันหรือยาหลอก หลังจากการรักษาด้วย nicergoline ระยะยาว พบว่าความบกพร่องทางการรับรู้และเข้าใจและความบกพร่องทางพฤติกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะสมองเสื่อมกระเตื้องขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังจากรับการรักษาไปแล้ว 2 เดือน และพบการเปลี่ยนแปลงถาวรตลอดช่วงการรักษานานหนึ่งปี

คุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์

การดูดซึม

Nicergoline ถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วและเกือบสมบูรณ์หลังรับประทานยา ระดับกัมมันตภาพรังสีในซีรัมสูงสุด (peak serum radioactivity) หลังให้ radioactive H3 labelled nicergoline ในขนาดต่ำ (4-5 มิลลิกรัม) แก่อาสาสมัครที่มีสุขภาพดี เกิดขึ้นที่ 1.5 ชั่วโมงหลังได้รับยา อย่างไรก็ตาม การให้ C14 labelled nicergoline ที่ขนาดสำหรับการรักษาโดยการรับประทาน (30 มิลลิกรัม) ในอาสาสมัครสุขภาพดี พบว่าระดับกัมมันตภาพรังสีในซีรัมสูงสุดจะเกิดขึ้นที่ 3 ชั่งโมงหลังได้รับยา

หลังจากอาสาสมัครสุขภาพดีได้รับ nicergoline (15 มิลลิกรัม) โดยการรับประทาน พื้นที่ใต้กราฟของกัมมันตภาพรังสีในพลาสมา (Area Under Curve [AUC]) ของเมตาบอไลต์หลักที่ออกฤทธิ์คือ MDL และเมตาบอไลต์รองที่ออกฤทธิ์คือ MMDL อยู่ที่ร้อยละ 81 และร้อยละ 6 ของ AUC ของกัมมันตภาพรังสีรวมตามลำดับ ระดับ MDL สูงสุดในพลาสมาหลังจากได้รับยาเม็ดขนาด 30 มิลลิกรัม ครั้งเดียว หรือหลายครั้ง จะเกิดขึ้นที่ประมาณ 3-5 ชั่วโมงหลังจากได้รับยา ระดับ MMDL สูงสุดในพลาสมา หลังจากได้รับยาเม็ดขนาด 30 มิลลิกรัมครั้งเดียวเกิดขึ้นประมาณ 0.5 ถึง 1 ชั่วโมงหลังจากได้รับยา

ค่า absolute bioavailability ของ nicergoline หลังจากได้รับยาโดยการรับประทานมีค่าประมาณร้อยละ 5 ของขนาดยาที่ให้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในตับก่อนเข้าสู่กระแสเลือด (first-pass metabolism)

เภสัชจลนศาสตร์ของ nicergoline ในอาสาสมัครสุขภาพดีหลังได้รับยาขนาด 30-60 มิลลิกรัมโดยการรับประทานเป็นแบบเส้นตรง (linear) เมื่อวัดจากเมตาบอไลต์หลักของยาคือ MDL

ไม่พบว่าอาหารมีผลต่อเภสัชจลนศาสตร์ของ MDL หรือ MMDL เมื่อให้ยา nicergoline ชนิดเม็ดที่ขนาดยา 30 มิลลิกรัมโดยการรับประทานครั้งเดียว

การกระจายตัวของยา

Nicergoline กระจายตัวไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ดังที่เห็นจากการกระจายตัวอย่างรวดเร็วของกัมมันตภาพรังสีในพลาสม่า ปริมาตรการกระจายตัวของ nicergoline ในกระแสเลือด (central compartment) (ประมาณอย่างคร่าวๆ โดยการหารขนาดยาด้วยความเข้มข้นของ nicergoline ในพลาสมาที่เวลาการเก็บตัวอย่าง PK แรกหลังจากให้ยาทางหลอดเลือดดำที่ขนาดยา 2 มิลลิกรัม) นั้นค่อนข้างสูง (224 ลิตร) ซึ่งอาจสะท้อนถึงการกระจายตัวของ nicergoline ไปสู่เซลล์เม็ดเลือด และ/หรือเนื้อเยื่อ

Nicergoline จับกับโปรตีนในพลาสมาของมนุษย์อย่างมาก โดยมีความชอบจับกับ α-acid glycoprotein มากกว่า serum albumin ถึง 4 เท่า ร้อยละของการจับนั้นค่อนข้างคงที่เมื่อเพิ่มความเข้มข้นของ nicergoline จาก 1 ไมโครกรัม/มล. ไปเป็น 500 ไมโครกรัม/มล. เมตาบอไลต์ของ nicergoline ทั้ง MDL และ MMDL มีค่าการจับกับโปรตีนต่ำ ซึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 14.7 และร้อยละ 34.7 ตามลำดับในช่วงความเข้มข้นระหว่าง 50-200 นาโนกรัม/มล.

เมตาบอลิซึมและการกำจัดยา

การขับออกทางปัสสาวะคือกลไกการกำจัดยาหลัก ภายใน 120 ชั่วโมงหลังได้รับยา พบว่าโดยเฉลี่ยร้อยละ 82 ของ nicergoline ที่ถูกติดฉลากด้วยสารกัมมันตรังสีจะถูกขับออกทางไต และร้อยละ 10 ถูกขับออกทางอุจจาระ Nicergoline เป็นยาที่ผ่านการเมตาบอลิซึมในปริมาณมาก โดยกลไกหลักคือการไฮโดรไลซิสของพันธะเอสเทอร์ (hydrolysis of ester bond) ซึ่งได้ผลลัพธ์เป็น MMDL และจากนั้นจึงเกิดเป็น MDL ด้วยกระบวนการดีเมทิลเลชั่น (demethylation) กระบวนการดีเมทิลเลชั่นเกิดขึ้นโดยอาศัยเอนไซม์ CYP2D6 ในการเร่งปฏิกิริยา ดังนั้น เภสัชจลนศาสตร์ของ nicergoline และเมตาบอไลต์ของยานี้จึงเปลี่ยนแปลงไปในผู้ป่วยที่มีภาวะขาด cytochrome CYP2D6 เนื่องจากพันธุกรรม เมตาบอไลต์ของยาในรูปที่มีฤทธิ์ (MMDL และ MDL) จะจับกับกรดกลูโคโรนิก (glucoronic acid) เมตาบอไลต์หลักคือ MDL คิดเป็นร้อยละ 51 ของขนาดยาทั้งหมด และร้อยละ 76 ของสารกัมมันตรังสีที่พบในปัสสาวะหลังจากรับประทานยาที่ขนาดยา 15 มิลลิกรัม ค่าเฉลี่ยของค่าครึ่งชีวิตการกำจัดออกของ MDL อยู่ที่ราวๆ 11-20 ชั่วโมง

ประชากรกลุ่มพิเศษ

มีการประเมินผลของภาวะไตทำงานบกพร่องต่อเภสัชจลนศาสตร์ของ nicergoline ในผู้ป่วยที่มีภาวะไตทำงานบกพร่องเล็กน้อย (ค่า ClCr 60-80 มล./นาที), ปานกลาง (ค่า ClCr 30-50 มล./นาที) และรุนแรง (ค่า ClCr 10-25 มล./นาที) พบว่าผู้ป่วยที่มีภาวะไตทำงานบกพร่องเล็กน้อย (n=5) ปานกลาง (n=5) และรุนแรง (n=4) มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในปริมาณของ MDL ที่ถูกขับออกทางปัสสาวะภายใน 120 ชั่วโมงหลังจากที่ได้รับยา nicergoline ที่ขนาดยา 30 มิลลิกรัมโดยการรับประทาน (ร้อยละ 38.1, 42.6 และ 25.7 ของขนาดยาตามลำดับ) สำหรับ MMDL ค่าที่วัดได้คือร้อยละ 1.7, 0.6 และ 0.2 ตามลำดับ ในผู้ป่วยที่มีภาวะไตทำงานบกพร่องรุนแรงนั้นพบว่าการขับ MDL ทางปัสสาวะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับอีก 2 กลุ่ม นอกจากนั้น ค่าเฉลี่ยของการขับ MDL ทางปัสสาวะ (0-72 ชั่วโมง) ในผู้ป่วยที่มีภาวะไตทำงานบกพร่องเล็กน้อย ปานกลาง และรุนแรงยังลดลงร้อยละ 32, 32 และ 59 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ไตทำงานปกติซึ่งได้รับยาเม็ดที่ขนาดยา 30 มิลลิกรัมในการศึกษาอีกโครงการหนึ่ง

ยังไม่มีการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของ nicergoline ในผู้ป่วยที่มีภาวะตับทำงานบกพร่อง

ยังไม่มีการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของ nicergoline ในเด็ก

ยังไม่มีการศึกษาอิทธิพลของวัย (ความชรา) ที่มีต่อเภสัชจลนศาสตร์ของ nicergoline อย่างครอบคลุม

ข้อมูลความปลอดภัยจากการศึกษาพรีคลินิก

การศึกษาทางพิษวิทยาทั้งระยะสั้น, ปานกลาง และระยะยาวในสัตว์หลายชนิด (หนู rat สุนัข และกระต่าย) แสดงให้เห็นการทนต่อยาได้ดีโดย nicergoline ไม่ก่อให้เกิดภาวะวิรูปของตัวอ่อน (teratonic effect) หรือเป็นพิษต่อตัวอ่อนในครรภ์ และไม่มีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์

มีการศึกษาแบบมีกลุ่มควบคุมจำนวนมากที่มีระเบียบวิธีวิจัยที่เหมาะสมในผู้ป่วยที่มีการเสื่อมของสมองส่วนซีรีบรัม (Cerebrum) แสดงให้เห็นว่า nicergoline มีประสิทธิผลช่วยทำให้ความผิดปกติด้านการรับรู้ พฤติกรรมทางอารมณ์ และทางกายที่สัมพันธ์กับโรคดังกล่าวดีขึ้น

ยังไม่มีการศึกษาฤทธิ์ก่อมะเร็งของตัวยา ข้อมูลจากงานวิจัยที่ไม่ใช่การศึกษาทางคลินิกไม่พบอันตรายใดๆต่อมนุษย์เป็นพิเศษ

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลการศึกษาด้านความปลอดภัยทางเภสัชวิทยา ความเป็นพิษที่เกิดจากการใช้ยาซ้ำๆ พิษต่อพันธุกรรม และพัฒนาการของเอ็มบริโอ-ทารกในครรภ์และพัฒนาการช่วงปรีกำเนิดและหลังคลอด ในการศึกษาการเจริญพันธุ์นั้นพบว่า nicergoline ไม่มีผลต่อการเจริญพันธุ์ในหนูเพศผู้ที่มีขนาดยาสูงถึง 50 มก./กก./วัน (สูงกว่าขนาดยาสูงสุดที่แนะนำในมนุษย์ซึ่งอยู่ที่ 60 มก./วัน เมื่อเทียบกันในหน่วย มก./ม.2 ถึง 8 เท่า) ในหนูขาวเพศเมียที่ได้รับยา 50 มก./กก./วัน พบว่ามีอัตราการตั้งท้องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และในการผ่าท้องทำคลอดในวันที่ 13 ของการตั้งครรภ์ พบว่ามีจำนวน corpora lutea ลดลงและมีจำนวนการฝังตัวของไข่ที่ผสมแล้วในผนังมดลูกและเอ็มบริโอลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ไม่พบว่ายานี้มีผลต่อลูกที่คลอดออกมาจากแม่หนูขาวที่ได้รับการรักษาในการศึกษานี้

การเก็บรักษา

  • เก็บยานี้ในภาชนะบรรจุเดิมที่บรรจุมา ปิดภาชนะให้สนิท และเก็บให้พ้นมือเด็ก
  • เก็บยานี้ที่อุณหภูมิห้องโดยไม่ให้อยู่ในที่ร้อนมากกว่า 25 องศาเซลเซียส เช่น บริเวณที่ถูกแสงแดดโดยตรง และไม่เก็บยาในบริเวณที่เปียกหรือชื้น
  • เก็บยานี้ในภาชนะที่ป้องกันแสงได้
  • ทิ้งยานี้เมื่อยาหมดอายุ

รายละเอียดอื่นๆ

เลขทะเบียนยา : 1C 14/63 อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับความหมายของเลขทะเบียนตำรับยา

รูปแบบยา :  ยาเม็ดเคลือบฟิล์ม (FILM-COATED TABLET)

รูปแบบและขนาดบรรจุ : บรรจุ 30 เม็ด ในแผงบริสเตอร์ แต่ละเม็ดมี nicergoline 30 มิลลิกรัม

ประเภทของยา : ยาใช้ภายใน

ประเภทของยาควบคุมตามกฏหมาย : ยาอันตราย

ผู้ผลิต: PFIZER ITALIA S.r.l., ASCOLI PICENO, Republic of Italy

ผู้นำเข้า: บริษัท อัพจอห์น (ประเทศไทย) จำกัด บ้านเลขที่ 323 อาคารยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ ชั้นที่ 36 และ 37 ถนน สีลม แขวง สีลม เขตบางรัก จังหวัด กรุงเทพมหานคร 10500 โทร. 0 2761 4555, 0 2761 4666

Sermion Tablets หาซื้อได้ที่ไหน ?

เนื่องจาก Sermion Tablets จัดเป็นยาอันตราย จึงจำหน่ายได้ในเฉพาะร้านขายยาแผนปัจจุบัน (ขย.1) และต้องส่งมอบยาโดยเภสัชกรเท่านั้น

เอกสารอ้างอิง

  • ฉลากและเอกสารกำกับยา Sermion Tablets อัพเดทวันที่ 23 มิถุนายน 2560
  • ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ระบบตรวจสอบการอนุญาต สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
  • yaandyou.net
  • MIMS

ร่วมแชร์ประสบการณ์/รีวิวผลิตภัณฑ์

0
Rated 0 out of 5
0 out of 5 stars (based on 0 reviews)
Excellent0%
Very good0%
Average0%
Poor0%
Terrible0%

There are no reviews yet. Be the first one to write one.